Posted on Leave a comment

เห็ดเยื่อไผ่ (Bamboo Mushroom)

Spread the love

เห็ดเยื่อไผ่ (Bamboo Mushroom)

เห็ดเยื่อไผ่ หรือ เห็ดร่างแห (Dictyophora indusiata) มีถิ่นกำเนิดอยู่ตามพื้นที่เขตร้อนชื้น เช่น ในประเทศไทย ที่มักจะพบเจอแทบทุกภาคของประเทศ โดยเกิดขึ้นตามพื้นดินที่มีเศษซากวัสดุเก่าที่เน่าเปื่อยผุพังและมีความชื้นสูง เช่น ใต้สวนมะพร้าว สวนยางพารา ตามป่าร้อนชื้น โดยเห็ดชนิดนี้ มีลักษณะไม่เหมือนเห็ดอื่นๆ กล่าวคือ มันจะมีกระโปรงเป็นตาข่ายหลากหลายสี ขึ้นอยู่กับชนิดหรือสายพันธุ์ของมัน บางชนิดจะมีหมวกครอบบนสุดของก้านเป็นสีดำ หรือสีเทา มีก้านและกระโปรงสีขาว บ้างก็สีเหลือง สีส้ม สีแดง

ลักษณะโครงสร้างภายในของดอกเห็ดเยื่อไผ่ขณะที่ตูมอยู่ จะมีเปลือกห่อหุ้มด้านนอก ถัดเข้าไปข้างในจะเป็นเมือกวุ้น เพื่อป้องกันดอกอ่อนได้รับการกระทบกระเทือนและรักษาระดับความชื้นให้พอเหมาะ แล้วจะถูกห่อหุ้มด้วยเนื้อเยื่อบางๆ ส่วนที่เป็นสีเขียวเข้ม จะเป็นส่วนหมวกที่จะเป็นส่วนที่สร้างสปอร์ ถัดไปก็คือ ส่วนของกระโปรง ที่เป็นเนื้อเยื่อโปร่งซ้อนกันและจะถูกยืดออกเมื่อดอกโตขึ้น ด้านในสุดคือ ส่วนของก้านที่มีลักษณะคล้ายฟองน้ำจับกันแบบหลวมๆ เมื่อดอกเห็ดโตเต็มที่ส่วนนี้และกระโปรงจะเจริญอย่างรวดเร็ว โดยใช้ระยะเวลาจากดอกที่กำลังแย้มบานจนกระทั่งถึงบานเต็มที่เพียง 1-2 ชม.เท่านั้น

เห็ดเยื่อไผ่ หรือเห็ดร่างแหในประเทศไทยพบ 5 สายพันธุ์ คือ เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงยาวสีขาว เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงสั้นสีขาว เห็ดเยื่อไผ่สีเหลือง เห็ดเยื่อไผ่สีส้ม เห็ดเยื่อไผ่สีแดง

ข้อควรระวัง: เห็ดเยื่อไผ่ไม่ใช่กินได้ทั้งหมด บางชนิดกินได้ บางชนิดมีพิษ ซึ่งชนิดที่กินได้ที่พบในเมืองไทย มี 2 สายพันธุ์เท่านั้น คือ เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงยาวสีขาว และเห็ดเยื่อไผ่กระโปรงสั้นสีขาว

เห็ดเยื่อไผ่ รู้จักกันในนามของ เยื่อไผ่ คือ เห็ดซึ่งเป็นฟังไจ (fungi) ชนิดหนึ่ง เห็ดเยื่อไฝ่มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษหลากหลายมาก ได้แก่ Bamboo mushroom, Bamboo fungus, Veiled lady, Long net stinkhorn หรือ Basket stinkhorn ชื่อเหล่านี้ตั้งตามลักษณะเด่นที่เห็นทั่วไปของเห็ด เช่น Bamboo mushroom เพราะต้องเพาะเห็ดบนเยื่อไม้ไผ่ โดยนำเอาไม้ไผ่มาทำให้เปื่อยยุ่ย แล้วนำมากองเพื่อใช้เพาะเห็ด หรือพบเห็ดชนิดนี้ในป่าไผ่ ส่วนชื่อเรียก Veiled lady หรือ Long net stinkhorn หรือ Basket stinkhorn เนื่องจากส่วนของหมวกเห็ดมีรูปร่างเหมือนกระโปรงหรือตะกร้าหรือสุ่ม ที่สานกันเป็นร่างแห

สำหรับประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดในการเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดนี้ มีชื่อเรียกหลากหลายเช่นกัน ได้แก่ เห็ดดางแห เห็ดวิญญาณถือร่ม เห็ดราชา เห็ดราชินี เห็ดราชาแห่งยา หรือเห็ดดอกไม้ คำว่า “Stinkhorn” ที่ใช้ต่อชื่อข้างท้ายของเห็ดสายพันธุ์นี้ เป็นการบ่งชี้คุณลักษณะของเห็ดเหล่านี้ว่ามีกลิ่นเหม็น เนื่องจากส่วนบนสุดของดอกทำหน้าที่ผลิตสปอร์ที่เปรียบได้กับเมล็ดพันธุ์ของเห็ด ส่วนบนสุดนอกจากจะผลิตสปอร์แล้วยังผลิตกลิ่นรุนแรงออกมาเรียกแมลงอีกด้วย ซึ่งแมลงเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการกระจายพันธุ์ของเห็ดในธรรมชาติ

คุณค่าทางโภชนาการ

เห็ดเยื่อไผ่มีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง มีโปรตีน (Nx6.25) 15-18% มี กรดอะมิโนถึง 16 ชนิด จาก กรดอะมิโนที่มีทั้งหมด 20 ชนิดที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ และกรดอะมิโน 16 ชนิดนี้ ยังเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ (Essential amino acid) ถึง 7 ชนิด และมีไรโบฟลาวิน (Riboflavin) หรือวิตามินบี 2 ค่อนข้างสูง เห็ดเยื่อไผ่ดอกตูมจะมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าดอกบาน

ในส่วนปลอกหุ้มดอกและหมวกดอกจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) อยู่ในปริมาณสูง สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดกระบวนการออกซิเดชั่นได้หลายรูปแบบ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังได้อย่างหลากหลาย เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง เป็นต้น ส่วนเมือกหุ้มดอกเห็ด มีลักษณะเป็นเจลเข้มข้นที่อุดมไปด้วยกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) และอัลลันโทอิน (Allantoin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดการระคายเคืองของผิว เพิ่มความชุ่มชื้นฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และยังพบกรดกลูโคนิค (Gluconic Acid) ที่สามารถเร่งการผลัดเซลล์ผิวที่ชั้นผิวหนังกำพร้า จะเสริมการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล มีความยืดหยุ่นดี ลดริ้วรอยและช่วยเติมเต็มผิวที่หย่อนคล้อยโดยสารอัลลันโทอินจากเห็ดเยื่อไผ่นี้เป็นสารชนิดเดียวกับที่พบในเมือกหอยทาก แต่จะมีความบริสุทธิ์และสามารถเก็บเกี่ยวได้ง่ายกว่า ส่วนลำต้นและกระโปรงนั้น อุดมไปด้วยสารพอลิแซคคาไรด์พวกเบต้ากลูแคน (β-glucan) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ทั้งกระตุ้นและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

สารสำคัญทางเภสัชวิทยา

จากการสกัดสารจากเห็ดเยื่อไผ่ พบสารสำคัญ 2 ชนิด คือ พอลิแซ็กคาร์ไรด์(Polysaccharide) และสาร Dictyophorine A and B ซึ่งเป็นสารที่พบยากมากในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ได้มีการทดสอบคุณสมบัติของสาร Dictyophorine A and B พบว่ามีออกฤทธิ์ในการลดการอักเสบ ยับยั้งมะเร็ง และยังเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาท และป้องกันโรคสมองเสื่อม ในทางเภสัชวิทยา พบว่าสารกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยในการปกป้องระบบประสาทไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษ และสามารถกระตุ้นการสร้างเซลประสาทและสมองได้ นอกจากนั้นสปอร์เชื้อรา สีน้ำตาลเขียวขี้ม้า ที่มีกลิ่นค่อนข้างเหม็น จากการวิจัย พบว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) อยู่ในปริมาณสูงและพบสารสำคัญที่สามารถนำไปทำยาโดปได้

เห็ดเยื่อไผ่มีสารธรรมชาติ ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นโทษและทำให้อาหารบูดเน่าได้หลายชนิด นอกจากนี้ ยังพบสารอัลลันโทอิน (Allantoin) เช่นเดียวกับที่พบในเมือกของหอยทาก

อัลลันโทอิน (Allantoin) พบว่ามีมากในเมือกหอยทาก แต่พบว่าในเมือกของเห็ดเยื่อไผ่ มีสารชนิดนี้สูงกว่าหลายเท่า จะออกฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ และการระคายเคืองของผิว ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ลดริ้วรอยและเร่งการผลิตเซลล์ผิวใหม่ และเมือกของเห็ดเยื่อไผ่ ยังอุดมไปด้วย กรดไกลโคลิค(Glycolic acid) ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว และกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยลดริ้วรอย ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นได้ดี ผิวหนังกระชับ เต่งตึงได้ดีกว่า ขจัดเซลล์ที่ตายแล้ว ช่วยสร้างหนังกำพร้าที่ตายไปแล้วหลุดเป็นขี้ไคล ให้มีหนังกำพร้าใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายผิวเด็กทารก ที่สำคัญเป็นสารพฤษเคมีจากธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัยสูง และไม่มีความเป็นพิษ

นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดจากเห็ดเยื่อไผ่ มีผลต่อการต้านการอักเสบ และต่อต้านการเกิดเนื้องอก และได้มีการวิจัยเห็ดชนิดนี้ในเชิงลึกพบว่า เห็ดชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารค่อนข้างสูง มีโปรตีน 15-18% โดยเฉพาะน้ำตาลที่สำคัญเช่น mannitol 90.89 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวอย่างแห้ง 1 กรัม และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ทำให้เห็ดเยื่อไผ่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย

ในอดีตเป็นหนึ่งในเจ็ดของยาอายุวัฒนะที่จัดเป็นเมนูเสวยให้กับฮ่องเต้ในราชวงศ์ชิง โดยเห็ดเยื่อไผ่จะถูกส่งมาจากมณฑลยูนนาน และนำมาถวายในราชสำนัก ชาวจีนนิยมนำมาเป็นอาหารบำรุ่งร่างกาย ในตำรายาจีนกล่าวไว้ว่า ส่วนบนสุดของเห็ดเยื่อไผ่ สามารถนำไปผลิตเป็นยาบำรุงเพศของม้าได้ ช่วยให้ม้าผสมพันธุ์ได้ดีขึ้น ส่วนที่เป็นเมือกนี้ เป็นแผ่นปลอกหุ้มอยู่ด้านบนจะมีกลิ่นคาว แต่ตรงนี้ คือ ยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศอย่างดีที่สุด ส่วนใหญ่มักจะเอามาหมักหรือดองเหล้าทาน เมื่อเอาส่วนนี้ออก และส่วนของปลอกหุ้มออก ก็จะเหลือส่วนที่เป็นก้านและกระโปรง เอาส่วนนี้ไปทาน และประกอบอาหารได้ เช่น การทำซุปเห็ดเยื่อไผ่

สำหรับตำรายาจีน มีการใช้เห็ดชนิดนี้เป็นยาบำรุงร่างกายเมื่อร่างกายอ่อนแอ หรือมีอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากท้องเดิน รักษาโรคความดันโลหิตสูง และปัญหาเนื้อเยื่อมีไขมันมาก ตับอักเสบ โรคที่เกี่ยวข้องกับไต ตา ปอด และเป็นหวัด นอกจากนี้ยังใช้ เป็นตัวป้องการการบูดเสียของอาหารจากจุลินทรีย์ (microbial spoilage) ได้

ประเทศจีนได้นำเห็ดเยื่อไผ่มาใช้ประโยชน์นานประมาณ 3,000 ปี มาแล้ว โดยนำมาเป็นส่วนผสมในยา และเป็นอาหารเพื่อช่วยลดความดันโลหิต รักษาโรคเกาต์ โรครูมาติซึม ลดคอเลสเตอรอล ลดความอ้วน และเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากพบว่าในเห็ดเยื่อไผ่มีสารพอลิแซคคาไรด์ (polysaccharide) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ที่ประกอบด้วยมอนอแซคคาไรด์(monosaccharide)หลายโมเลกุลรวมตัวกัน มีโครงสร้างหลักเป็น β-D-Glucan ซึ่งสารในกลุ่มนี้มีฤทธิ์สำคัญในการต้านมะเร็ง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด

เห็ดเยื่อไผ่สด หากรับประทานดอกที่ยังตูมอยู่ จะมีฤทธิ์หรือสรรพคุณเป็นยาโป้วสูง หากบานแล้ว หมวกดอกจะมีกลิ่นคาว เวลานำไปรับประทาน ควรแกะเอาหมวกออก แต่ตรงหมวก คือ สุดยอดของยาวโป้ว แต่ต้องนำเอาไปสลายด้วยเอ็นไซม์ด้วยการเอาไปหมักหรือดองเหล้าเสียก่อน จึงจะมีสรรพคุณที่ดี

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว เห็ดเยื่อไผ่ ถือว่าเป็นยาทุกส่วนที่ถือว่าสุดยอดมากทางด้านสร้างเซลล์ประสาท ช่วยบำรุงสมอง อันเนื่องจาก สาร Phosphatidylcholine, สาร Dictyophorine A and B และสาร Sesquiterpene ดังนั้น คนที่เป็นอัมพฤก หรืออัมพาต หรือมีอาการสมองเสื่อม ความจำเสื่อม จึงเหมาะอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างและซ่อมแซมเซลล์ประสาทเท่านั้น สารโฟลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และสาร T-5-N(B-D-glucan) ที่มีพันธะ(bond) จับกันแบบ alpha-1-3 and 1-6 linked D-mannopyranosyl residues ซึ่งมีผลช่วยยับยั้งเซลมะเร็งหลายชนิดอีกด้วย

ปัจจุบัน ความต้องการเห็ดเยื่อไผ่สดมีสูงมาก ราคาเห็ดเยื่อไผ่สดในประเทศจีน มีราคาสูงกว่าเมืองไทยมาก เฉพาะเมืองกวางโจวราคาสูงกว่าเมืองไทยเกือบเท่าตัว และที่จีนเพาะได้เฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น ส่วนไทยเพาะได้ทั้งปี

เห็ดเยื่อไผ่ มีข้อดีกว่าเห็ดฟาง ตรงที่ มันสามารถเก็บรักษาให้สดได้นานเป็นเดือน เมื่อไหร่อยากจะทาน ก็นำเอาเห็ดเยื่อไผ่ที่ยังเป็นดอกตูม หรือที่เรียกว่า ไข่เห็ด จากตู้เย็นมาวางให้มันบาน และด้วยความที่เราสามารถควบคุมการบานของดอกเห็ดได้ และด้วยความที่มันเจริญเติบโตเร็วมาก ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เห็ดก็จะเริ่มบาน จึงมีภัตตาคารชั้นนำของจีนนับพันๆ แห่ง จะเอาไข่เห็ดเยื่อไผ่เก็บไว้ในตู้เย็น เวลาเปิดร้าน ก็จะเอาไข่เห็ดเยื่อไผ่เอาออกมา ตอนลูกค้าเข้าร้าน ก็จะเห็นดอกเห็ดเยื่อไผ่บานสะพรั่ง และก็เอาเห็ดเยื่อไผ่สดๆปรุงอาหารให้ลูกค้าทาน กลายเป็นรายการอาหารที่กำลังได้รับความนิยมสุดๆของเศรษฐีจีนในปัจจุบัน

การเลือกซื้อเห็ดเยื่อไผ่แบบแห้ง สีธรรมชาติของเห็ดเยื่อไผ่แบบแห้ง หรืออบแห้ง จะมีสีน้ำตาล แต่ที่เห็ดเยื่อไผ่แบบแห้งเป็นสีขาวนั้น เกิดจากการรมควันด้วยสารฟอกขาว เพื่อยับยั้งการเปลี่ยนสีของเห็ดเยื่อไผ่ไม่ให้เป็นสีน้ำตาล โดยสารฟอกขาวที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulphur dioxide) ซึ่งอาจทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือผู้แพ้สารนี้ จะทำให้หายใจขัด คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงเห็ดเยื่อไผ่ที่เป็นสีขาว ควรเลือกบริโภคแบบสีน้ำตาล หรือรับประทานแบบสด จะได้คุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า และปลอดภัยกว่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • เห็ดเยื่อไผ่ เห็ดเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สำคัญของไทย, ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส(เห็ด) องค์การสหประชาชาติ, www.anonbiotec.com
  • MGR Online , https://mgronline.com/science/detail/9600000123096
  • บทความมติชนสุดสัปดาห์ เยื่อไผ่ คือ เห็ดอาหารสมุนไพร
  • ภาพจาก http://board.postjung.com/640739.html
http://www.youtube.com/watch?v=G3J4SEMjZk0#t=259

ขอขอบคุณวิดีโอจาก www.youtube.com

Please Login to Comment.