วิตามินบี3, Niacinamide VegCaps

วิตามินบี3, Niacinamide VegCaps

฿320.00

วิตามินบี3 Niacinamide มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต (แป้ง), ไขมัน และโปรตีน ไปเป็นพลังงานให้กับร่างกายและสมอง (converting carbohydrates, fats and proteins into energy) กระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอยและทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ชะลอการเสื่อมของเซลล์

มีสินค้าอยู่ 4

รายละเอียด

วิตามินบี3, Niacinamide

วิตามินบี3, Niacinamide ขนาดบรรจุ: 100 แคปซูล

ขนาดรับประทาน: วันละ 1 แคปซูล, พร้อมอาหาร

ผลิตโดยบริษัท Solaray, สหรัฐอเมริกา

หมดอายุ : 01/2024

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูล

  • วิตามินบี3, Niacinamide (Vitamin B-3) 500 มก.

วิตามินบี3 ในรูปของไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต (แป้ง), ไขมัน และโปรตีน ไปเป็นพลังงานให้กับร่างกายและสมอง (converting carbohydrates, fats and proteins into energy)

วิตามินบี3 Niacinamide เป็นสารตั้งต้นในการผลิตนิโคตินาไมด์อะดินีนไดนิวคลีโอไทด์ (Nicotinamide adenine dinucleotide | NAD) ให้กับร่างกาย (readily converted into the bioactive forms of Niacin, NAD+, NADH, NADP, and NADPH) ซึ่งทำหน้าเป็นโคเอนไซม์ที่พบในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด จัดเป็นไดนิวคลีโอไทด์ เนื่องจากโครงสร้างประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ 2 ตัวที่ใช้ฟอสเฟตร่วมกัน โดยตัวหนึ่งมีเบสเป็นอะดีนีน อีกตัวหนึ่งเป็นนิโคตินาไมด์ พบทั้งสภาวะออกซิไดส์และรีดิวซ์ซึ่งย่อว่า NAD+และ NADH ตามลำดับ มีบทบาทสำคัญในการย่อยโปรตีนและไขมัน การสร้างสเตอรอยด์ฮอร์โมน (Steroid Hormone) และเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยส่งเสริมการสร้างพลังงานให้กับร่างกายและสมอง กระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอยและทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ชะลอการเสื่อมของเซลล์ ช่วยให้เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายแข็งแรง และทำงานได้ตามปกติโดยตลอดในทุก ๆ อวัยวะของร่างกาย และช่วยให้อวัยวะต่างๆ สามารถสร้างหรือซ่อมแซมตัวเองขึ้นใหม่ได้

จากงานวิจัยของ ดร. เดวิด ซินแคลร์ (Dr. David Sinclair) ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ที่รู้จักกันดีที่สุดในฐานะผู้สนับสนุน resveratrol ในฐานะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อต่อต้านริ้วรอย จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด งานวิจัยในปัจจุบันได้ลงลึกไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานและสุขภาพของเซลล์ทุกเซลล์ ซึ่งในมนุษย์นั้นมีเซลล์ทั้งหมดประมาณ 37.2 ล้านล้านเซลล์ ได้อธิบายไว้ดังนี้

การทำงานของเซลล์ และการแก่ตัวของเซลล์ โดยสรุป 3 ลำดับ

  1. NAD+ (Nicotinamide Adenine Dinucleotide) เป็นโคเอนไซม์ให้เกิดการทำงานของเซลล์ใน 2 ด้าน ที่สำคัญ คือ การแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน และการควบคุมดูแลให้เซลล์แข็งแรง
  2. Sirtuins (Silent Information Regulator) คือ โปรตีนที่มีความสำคัญ ถูกเรียกว่าเป็นยีนส์ที่ควบคุมการแก่ตัวของเซลล์ ซึ่งมนุษย์มี Sirtuins ทั้งหมด 7 ตัว แต่ตัวที่สำคัญที่สุด คือ Sirt 1 ซึ่ง ดร. ซินแคลร์ พบว่า เมื่อให้หนูกิน Resveratrol (สารสกัดจากไวน์แดง) ผลคือ Sirt 1 มีจำนวนเพิ่มขึ้น และส่งผลให้หนูแก่แปลงตัวเป็นหนูหนุ่มขึ้น
  3. ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) คือ เซลล์ ที่ทำหน้าที่ผลิตพลังงานให้กับร่างกาย, พลังงานที่เซลล์ของมนุษย์ที่เราต้องใช้เพื่อการดำเนินชีวิตนั้น 90% ผลิตโดย ไมโทคอนเดรีย เซลล์ของอวัยวะที่ต้องทำงานหนัก เช่น กล้ามเนื้อ ไต หรือสมอง จะมี ไมโทคอนเดรีย จำนวนมากกว่าเซลล์อื่น ๆ (เซลล์เม็ดเลือดจะไม่มี ไมโทคอนเดรีย)

จากการศึกษาพบว่า NAD+ จะถูกใช้ ไปในการผลิตพลังงานให้กับเซลล์ การปกป้องเซลล์จากโรค แต่ NAD+ จะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยมีการประเมินว่า ระดับของ NAD+ เมื่ออายุ 50 ปี จะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของ NAD+ เมื่อตอนอายุ 20 ปี และเหลือเพียง 20% เมื่ออายุ 70 ปี ที่สำคัญคือ แม้จะกิน Resveratrol ทำให้ Sirt 1 เพิ่มขึ้น แต่หากระดับ NAD+ ต่ำ Sirt 1 ก็จะไม่ทำหน้าที่ในการดูแลไม่ให้เซลล์แก่ตัวลงได้ เมื่อเรารับประทานอาหาร ทำให้มีสารอาหารส่งไปให้เซลล์ ดังนั้น Mitochondria จึงต้องทำงานหนัก

กระบวนการลำเลียงสารอาหารมาแปลงเป็นพลังงานนั้น ต้องใช้ NAD+ ทำให้มี NAD+ เหลือในการนำไปดูแลไม่ให้เซลล์แก่ตัวน้อยลง ในทางตรงกันข้าม การอดอาหาร และการออกกำลังกายกลับพบว่าเป็นการช่วยให้ NAD+ ในร่างกายเพิ่มขึ้น

งานวิจัยล่าสุดที่จัดทำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เอ็มไอที และนิวเซาท์เวลส์ ตีพิมพ์ในวารสาร Cell เมื่อ 22 มีนาคม 2018 ชื่อว่า “Im-pairment of an Endothelial NDA+-H2S Signaling Network is a Reversible Cause of Vascular Aging” โดยสรุป ดังนี้

1.การแก่ตัวนั้น ปัจจัยสำคัญคือ การที่เส้นเลือดฝอยตีบตัน และเสื่อมถอยลง หัวใจจะปั๊มเลือดที่ปอดฟอกออกซิเจนให้เป็นเลือดแดง แล้วส่งผ่านหลอดเลือดแดง (arteries) ไปทั่วร่างกาย โดยส่งไปให้เลือดฝอย (capillaries) ส่งออกซิเจนไปให้กับเซลล์ทั่วร่างกายจนหมด และเมื่อเลือดขาดออกซิเจน เปลี่ยนเป็นเลือดดำ ก็จะถูกส่งกลับมาผ่านหลอดเลือดดำ (veins) เพื่อนำไปให้ปอดฟอกและใส่ออกซิเจนเพื่อแปลงเป็นเลือดแดงต่อไป

2. การตีบตันและเสื่อมตัวลงของเส้นเลือดฝอย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อแก่ตัวลงนั้น ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายน้อยลงและไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมถอย (แก่ชรา) ของทุกส่วนของร่างกาย เราสามารถชะลอความเสื่อมถอยได้โดยการออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และชะลอการเสื่อมถอยและตีบตันของเส้นเลือดฝอย แต่ก็ทำได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะในที่สุด เซลล์ประเภท endothelial ซึ่งเคลือบเส้นเลือดฝอยให้แข็งแรงและทำงานได้โดยปกตินั้น ก็จะค่อย ๆ ล้มหายตายจากไป ทำให้ไม่มีการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่มาทดแทนเส้นเลือดฝอยเก่า ทำให้ไม่สามารถลำเลียงเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายอย่างทั่วถึงเหมือนเดิมได้อีก

3. งานวิจัยนี้พบว่า สาเหตุที่เซลล์ endothelial ตายไปนั้น ก็เพราะ Sirt 1 มีจำนวนลดลง และสาเหตุที่ Sirt 1 ลดลงนั้นก็เพราะ NAD+ ลดลง กล่าวคือ การมีจำนวน NAD+ และ Sirt1 ที่เพียงพอ จะมีความสำคัญในการ “สั่งการ” ให้ผลิตเซลล์ endothelial เพิ่มขึ้น เพื่อทำให้มีการสร้างจำนวนเส้นเลือดฝอยใหม่ที่แข็งแรงในจำนวนที่เพียงพอ

ทั้งนี้ การออกกำลังกายจะเป็นการส่งสัญญาณ และสั่งการให้มีการสร้างเส้นเลือดฝอย แต่จะทำได้เฉพาะกรณีที่ร่างกายยังมีจำนวน NAD+ และ Sirt 1 เหลืออยู่อย่างเพียงพอ หาก NAD+ ลดลง การออกกำลังกายจะไม่สามารถ “ส่งสัญญาณ” ให้โปรตีนสร้าง endothelial เซลล์ใหม่ขึ้นมาได้

4.นักวิจัยจึงทดลองเพิ่ม NAD+ โดยการให้หนูอายุ 20 เดือน (เทียบเท่ากับมนุษย์อายุ 70 ปี) กิน Nicotinamide Mononucleotide (NMN) เป็นเวลา 2 เดือน (เทียบเท่ากับ 7 ปี สำหรับคน) ผลคือจำนวนและความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้นจนเท่ากับหนูวัยหนุ่ม และเลือดไหลเวียนไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้หนูแก่ที่ได้กิน NMN สามารถวิ่งได้ไกลกว่าหนูแก่ที่ไม่ได้กิน NMN ถึง 56-80% (430 เมตร กับ 240 เมตร)

5.เมื่อเพิ่มสาร Sodium Hydrosulfide (Na HS) เข้าไปพร้อมกับ NMN ให้กับหนูอายุ 32 เดือน (เท่ากับคนอายุ 90 ปี) ก็พบว่า หนูที่กิน NMN กับ Na HS วิ่งได้ไกลกว่าหนูอายุเท่ากันที่ไม่ได้กินถึง 2 เท่า หนูที่กิน NMN อย่างเดียววิ่งไกลกว่า 1.6 เท่า (งานวิจัยก่อนหน้าพบว่า Na HS นั้นช่วยกระตุ้นการทำงานของ Sirt 1)

กล่าวโดยสรุปคือ การกิน NMN นั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอย และทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง เสมือนกับเป็นการออกกำลังกาย ซึ่งนักวิจัยคาดหวังว่าในอนาคตจะสามารถพัฒนา NMN มาช่วยฟื้นฟูคนที่บาดเจ็บหรือพิการ และไม่สามารถออกกำลังกายด้วยตัวเองได้ ทั้งนี้ ได้มีการระมัดระวังด้วยว่าการทำให้เส้นเลือดแข็งแรงและเพิ่มการส่งเลือดไปให้เซลล์นั้น จะเสี่ยงต่อการส่งเลือดไปเลี้ยงเซลล์ที่เป็นมะเร็งหรือไม่ ซึ่งงานทดลองดังกล่าวไม่พบว่า การให้ NMN กับหนูนั้นไม่ทำให้เกิดการเป็นมะเร็งแต่อย่างใด

ข้อควรระวัง: ขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0092867418301521
  • https://genetics.med.harvard.edu/sinclair/people/sinclair.php
  • https://en.wikipedia.org/wiki/Leonard_P._Guarente
  • https://www.sciencedirect.com/topics/neuroscience/sirtuin
  • https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/18419308
  • https://www.prachachat.net/columns/news-363612

รีวิว

ยังไม่มีบทวิจารณ์

มาเป็นคนแรกที่วิจารณ์ “วิตามินบี3, Niacinamide VegCaps”