วิตามินดี3, Vitamin D3, 10000IU 360sg.

วิตามินดี3, Vitamin D3, 10000IU 360sg.

฿900.00

วิตามินดี3 (Vitamin D3) ช่วยในการกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส การสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันเยื่อบุตาอักเสบ จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท

สินค้าหมดแล้ว

คำอธิบาย

วิตามินดี3, Vitamin D3, 10000IU 360sg.

วิตามินดี3, Vitamin D3, 10000 IU ขนาดบรรจุ 360 เม็ด(Softgels)

ผลิตโดยบริษัท Healthy Origins, สหรัฐอเมริกา

หมดอายุ : 08/2024

ขนาดการรับประทาน รับประทานวันละ 1 เม็ด, พร้อมอาหาร

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 เม็ด

  • วิตามิน ดี3, Vitamin D3 (from Lanolin) (as Cholecalciferol) 10,000 IU

ประโยชน์ของ วิตามินดี3

  • วิตามินดีช่วยในการกระตุ้นดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟัน และการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก ช่วยในการเก็บสำรองแร่ธาตุไว้ในกระดูกและฟัน
  • ช่วยในป้องกันโรคเยื่อบุตาอักเสบ ลดการอักเสบของเยื่อบุตา
  • ช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในเลือด ลดการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย
  • ควบคุมความดัน
  • ป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้
  • วิตามินดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ถ้าขาดวิตามินดี กรดอะมิโน ในปัสสาวะจะเพิ่มขึ้น ถ้าวิตามินดีเพียงพออัตราการดูดซึมกลับกรดอะมิโนจะปกติ และในปัสสาวะจะลดปริมาณลง
  • ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแบบ active transport ของแคลเซียมให้ข้ามเซลล์ไปได้ง่าย
  • ควบคุมปริมาณของแคลเซียม และฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึงขีดอันตราย เช่น แคลเซียมจะต้องอยู่ในเลือดประมาณ 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดย วิตามินดี จะกระตุ้นการดูดแคลเซียมในลำไส้ เพราะมิฉะนั้นแคลเซียมจะถูกขับออกจากร่างกายไปหมด และวิตามินดี จะกระตุ้นการนำเอาฟอสฟอรัส มาใช้โดยทำหน้าที่กระตุ้นตลอดเวลา
  • เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย
  • ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้างคอลลาเจน
  • เกี่ยวข้องกับการใช้คาร์โบไฮเดรต
  • เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกาย
  • หน้าที่โดยทางอ้อมก็คือ วิตามินดีจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด เพราะหน้าที่เหล่านี้ จะสัมพันธ์กับการมีอยู่ และการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ของร่างกาย
  • ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

กระบวนการเกินอนุมูลอิสระ(Oxidative Stress) และการอักเสบ คือปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาของโรคหลายโรคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น จากการทดสอบทางคลินิกพบว่า วิตามินดี สามารถช่วยยับยั้งการติดเชื้อ นั่นหมายความว่า วิตามินดี ให้การปกป้องเพิ่มเติมไม่ให้เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ สภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน โรคหัวใจล้มเหลว โรคลมปัจจุบัน และโรคหัวใจ ชนิดอื่นๆ

นักวิจัยหลายคนได้ชี้ให้เห็นว่า วิตามินดี มีผลกระทบกับยีนส์มนุษย์อยู่ 200 ยีนส์ และมีความสำคัญกับการทำงานปกติของระบบภูมิคุ้มกัน และการแบ่งตัวของเซลล์ หากวิตามินดี ในร่างกายอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม กระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำให้อายุของเซลล์ยืนยาวขึ้นจะมีประสิทธิภาพลดลง สาเหตุนี้ นำไปสู่การแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ และนำมาซึ่งความเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

เมื่อได้รับวิตามินดี ทางปากมันจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปทางชีวภาพที่ สามารถทำงานได้ นั่นหมายความว่า วิตามินดี จะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปวิตามินดี3 (Vitamin D3) การเปลี่ยนรูปอย่างไม่สมบูรณ์ของวิตามินดี อาจก่อให้เกิดปัญหา ในเรื่องของสภาวะขาดแคลนวิตามินดีได้ ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ที่รับประทานวิตามินดี เสริมอาหาร ควรบริโภควิตามินดี ในรูปแบบที่พร้อมทำงานได้ทันที ซึ่งนั่นก็คือ วิตามินดี3 (Vitamin D3)

การขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกอ่อน ขาโก่ง ฟันผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อเกิดอุบัติเหตุทำให้กระดูกหักง่าย การขาดวิตามินดีจะยับยั้งการหลั่งอินซูลิน จึงเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน และอาจส่งผลต่อร่างกายในด้านต่าง ๆ เช่น

  • ทำให้เกิดโรคกระดูกน่วม (Osteomalacia)
  • โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets)
  • การขาดวิตามินดียังสัมพันธ์กับการเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เพิ่มความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และอาจทำให้กระดูกหักได้
  • การขาดวิตามินดีมีผลต่อสุขภาพของเราด้านอื่นนอกเหนือจากเรื่องกระดูกของเรา เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscle weakness) ช่วยต้านโรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon cancer) มะเร็งเต้านม (Breast cancer) มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย (Immune system) รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes) โรคเอ็มเอส (MS – Multiple Sclerosis) และกลุ่มโรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร (Inflammatory Bowel Disease – IBD)

การขาดวิตามินดีเกิดขึ้นได้เมื่ออายุมากขึ้น โดยวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ชี้ให้เห็นว่าการย่อยและการดูดซึมไขมันที่ผิดปกติในผู้สูงวัย อาการเบื่ออาหาร มีปัญหาเกี่ยวข้องกับตับ ไต หรือมีกิจวัตรประจำวันที่อยู่แต่ในอาคาร ไม่ถูกแสงแดดเป็นเวลานาน อาจเป็นสาเหตุของการขาดวิตามินดี

งานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่องถึงความเชื่องโยงระหว่างวิตามินดีกับโรคอื่นๆ เช่น ภาวะซึมเศร้า ภาวะติดเชื้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตะคริว เบาหวาน ภาวะดื้ออินซูลิน ไปจนถึงต้นตอของมะเร็ง มีความเชื่อมโยงกับการขาดวิตามินดีอย่างมีนัยสำคัญ

หลังอายุ 40 ปี อัตราการสลายของกระดูกในผู้ชายจะเพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 0.5 เปอร์เซ็นต่อปีเป็น 0.5 ถึง 1 เปอร์เซ็นต่อปี การดื่มเครื่องดื่มบางชนิดเป็นประจำอาจเร่งการสูญเสียแคลเซียมด้วย เช่น กรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมจะกระตุ้นให้กระดูกสลายแคลเซียมเพิ่มขึ้น แอลกอฮอล์ กาเฟอีนในกาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมและกระตุ้นให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น

ในวัยผู้ใหญ่หากขาดวิตามินดีจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน (Osteomalacia) โดยกระดูกจะอ่อน ไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่เกิดบริเวณกระดูกขา กระดูกสันหลัง และกระดูกเชิงกราน ทำให้รูปร่างผิดปกติ เช่น หลังโก่ง เจ็บปวดตามข้อ ปวดกระดูก กระดูกเปราะและหักง่าย นอกจากนี้อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก เป็นเหน็บชาและอาจทำให้เกิดอาการชักได้

ร่างกายต้องการวิตามินดี วันละ 400-1000 IU หรือ 10-25 ไมโครกรัม โดย คนที่อายุต่ำกว่า 50 ปีต้องการ 200 IU ซึ่งได้จากอาหารเพียงพอ อายุ 51-70 ปี ต้องการ 400 IU ซึ่งการได้รับจากอาหารอาจไม่เพียงพอ จึงควรได้รับเสริมพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินดี 482-770 IU ต่อวัน มีการเพิ่มของมวลกระดูก หากอายุ 70 ปีขึ้นไปต้องการ 600 IU ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเสริม

การได้รับวิตามินดีเกิน การกินวิตามินดีเสริมเกินขนาด 10,000 IU (250 มคก.)ต่อวัน อย่างต่อเนื่องทุกวัน อาจก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษ เป็นเหตุให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากทางเดินอาหารมากกว่าปกติ และเร่งการสลายแคลเซียมจากกระดูก ทำให้มีแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcernia) ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดจะเสียสมดุล ส่งผลให้แคลเซียมและฟอสเฟตจะไปเกาะตามอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะที่หัวใจ ไต รวมทั้งหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ทำให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานผิดปกติได้ (การสร้างวิตามินดีที่ผิวหนังจะไม่ทำให้เกิดภาวะเป็นพิษ) อาการวิตามินดีเกินจนเป็นพิษที่พบได้ คือ การเบื่ออาหาร ทางเดินอาหารปั่นป่วน ถ่ายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ปวดศีรษะ ปัสสาวะมาก แคลเซียมในเลือดสูง แคลเซียมเกาะตามอวัยวะต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การรับประทานวิตามินดีเสริมยังมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกาย แต่ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวัดระดับวิตามินดีในเลือด ก่อนการรับประทานวิตามินดีเสริม หรือควรรับประทานในปริมาณที่องค์กรทางการแพทย์แนะนำต่อวัน คือ ขนาดไม่เกิน 1,000 IU (25 มคก.) ต่อวัน

ข้อควรระวัง:

  • การรับประทานวิตามินดีเสริมสูงเกิน 10,000 IU (250 มคก.)ต่อวัน ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
  • สตรีมีครรภ์หากได้รับวิตามินดี มากเกินไป จะทำให้ทารกมีความผิดปกติใน ระบบหลอดเลือด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/november-2018/health-benefits-of-vitamin-d
  • https://www.bangkokhospital.com/content/vitamin-d-forgotten-vitamins
  • https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/406/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5-VitaminD/
  • https://thestandard.co/mega-wecare-vitamin-d/
  • https://draxe.com/nutrition/vitamin-d3/
  • https://www.webmd.com/food-recipes/features/vitamin-d-vital-role-in-your-health#1
  • https://www.healthline.com/nutrition/vitamin-d-dosage#TOC_TITLE_HDR_3
  • รีวิว

    ยังไม่มีบทวิจารณ์

    มาเป็นคนแรกที่วิจารณ์ “วิตามินดี3, Vitamin D3, 10000IU 360sg.”